หลักการและเหตุผล


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามแนวแกนการพัฒนาเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (EastWest Economic Corridor) เชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเป็นฐานการผลิตด้านการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร รวมทั้งเป็นแหล่งอารยธรรมทางประวัติศาสตร์ โบราณสถานและโบราณคดีที่เป็นมรดกโลก ประตูการค้าชายแดนเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน จากความได้เปรียบเชิงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของภาค เชื่อมโยงกับภูมิภาคและเมืองต่างๆ ทั้งในประเทศและกับประเทศเพื่อนบ้าน

จึงเป็นโอกาสและความท้าทายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ด้านการค้าการลงทุน การผลิตสินค้าการเกษตรคุณภาพ การท่องเที่ยวสู่นานาชาติ การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับบริบทการพัฒนาประเทศไทย ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลง มรการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจการเปิดการค้าเสรีกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่เป็นไปอย่างสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) เป็นต้น ดังนั้น กางวางผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จึงจำเป็นต้องมการปรับปรุงผังภาค เพื่อให้สอดรับกับนโยบายและบริบทการพัฒนาประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป 

การวางผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการสาผังนโยบายการใช้พื้นที่โดยรวมของภาคในอนาคต ชี้นำการพัฒนาพื้นที่ให้กับกลุ่มจังหวัด จังหวัด เมือง และชุมชน ในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตั้งถิ่นฐานและระบบชุมชน การคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค สาธารณูปการและการบริการสาธารณะควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ถ่ายทอดนโยบายจากผังประเทศสู่การพัฒนาพื้นที่ภาคอย่างเป็นระบบ ซึ่งการวางผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นการกำหนดนโยบาย แผนผัง มาตรการ และวิธีดำเนินการ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถนำไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย เกษตรกรรม การบริการและการท่องเที่ยว ให้เมืองมีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีการใช้พื้นที่อย่างยั่งยืนและสมดุล 

วัตถุประสงค์


  1. วางผังภาคให้เหมาะสมกบสถานการณ์และบริบทการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 
  2. จัดทำผังนโยบายระดับภาคที่สอดรับกับผังนโยบายระดับประเทศ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา และดำรงรักษาพื้นที่ในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมืองและระบบเมือง การคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค สาธารณูปการและอื่นๆ ที่เหมาะสม พร้อมกำหนดนโยบาย มาตรการ และวิธีดำเนินการในการนำผังไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการผังเมืองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 
  3. เพื่อชี้นำการพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพให้กับกลุ่มจังหวัด จังหวัด และเมือง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ให้มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

ขอบเขตพื้นที่โครงการ


วางผังครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม นครราชสีมา ชัยภูมิบุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อำนาริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี โดยมีพื้นที่ศึกษาครอบคลุมเชื่อมโยงกับภาคอื่นๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้อง 

เเผนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหลือ

ขอบเขตการศึกษา 

1)  ศึกษาและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการพัฒนาของพื้นที่ระดับภูมิภาค ประเทศ และภาค ที่มีผลต่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ทางด้านกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม เมืองและชุมชน คมนาคมขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกำหนดบทบาทความสำคัญและตำแหน่งการพัฒนาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระดับประเทศ (Positioning) พร้อมระบุชี้ให้เห็นประเด็นท้าทาย โอกาส และศักยภาพในการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน 

  1. ศึกษาสถานการณ์ในภูมิภาค ที่มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศและพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของภาค ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ข้อตกลงร่วมกัน แกนการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมือง ด้านการค้า การลงทุน อาทิ อาเซียน (ASEAN Economic Community) GMS ACMECS และ CLMV รวมถึงโครงการ One belt one road (OBOR) และวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
  2. ศึกษาสถานการณ์การพัฒนาของประเทศและภาค ในด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานและโครงการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไทยแลนด์ 4.0 แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด การวางผังประเทศและผังระดับต่างๆ รวมถึงแผนพัฒนาอื่นๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาเชิงพื้นที่
  3. กำหนดบทบาทความสำคัญและตำแหน่งการพัฒนาของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระดับประเทศ (Positioning) โดยเปรียบเทียบสภาวะการพัฒนาของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับประเทศในด้านต่างๆ พร้อมศึกษาความเชื่อมโยงกับภาคอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้อง
  4. ศึกษากฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ระดับภาค เพื่อไปสู่การกำหนดกรอบการใช้ประโยชน์ที่ดินที่สอดคล้องกัน เช่น กฎหมายด้านผังเมือง ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านทรัพยากรน้ำ ด้านการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และอื่นๆ เป็นต้น 

2)  ประเมินผลการวางผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงจากยุทธศาสตร์ และนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคในปัจจุบันกับผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี 2600 ในประเด็น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน เศรษฐกิจ ประชากร การพัฒนาเมือง และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อแสดงให้เห็นถึงบริบทการพัฒนาภาคในสาระสำคัญ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงผังภาค 

3)  ศึกษาการวางผังภาคจากพื้นที่ต้นแบบต่างประเทศที่มีลักษณะเชิงพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ศึกษา เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการศึกษาและการนำผังภาคไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยศึกษาองค์ประกอบสาระสำคัญของผัง รูปแบบ กระบวนการวางผังภาค กฎหมาย กฎระเบียบ แนวทาง มาตรการ วิธีการนำผังไปสู่การปฏิบัติ โครงสร้างและองค์กรที่รับผิดชอบด้านการวางผัง และปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาตามผังภาค เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ และกำหนดแนวทางการวางผังภาค 

4)  ศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ ศักยภาพ ปัญหา อุปสรรค ผลกระทบ นโยบาย และแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การบูรณาการและกำหนดทิศทางการใช้พื้นที่ภาค โดยวิเคราะห์ข้อมูลรายสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่ในระดับภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด อำเภอ และเทศบาล พร้อมชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและคาดการณ์ในอนาคต 20 ปี ด้วยการวิเคราะห์แบบจำลอง (Model) ที่เหมาะสม ซึ่งต้องใช้ข้อมูลที่ทันสมัยล่าสุดและมีข้อมูลย้อนหลังไม่น้อยกว่า 10 ปี และให้แสดงรายละเอียดข้อมูลทั้งเชิงสถิติและเชิงแผนที่ ทั้งนี้ ต้องมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกับข้อ 6.1 (1.5.1)และ 6.2(1.5.2)  (ตามรายละเอียดการจ้างงานที่ปรึกษา TOR) ดังนี้ 

4.1)   ศึกษาวิเคราะห์สภาพพื้นที่ด้านกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยวิเคราะห์สภาพทางภูมิศาสตร์ แหล่งทรัพยากรที่สำคัญของภาคและจังหวัด (ดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ พลังงาน ฯลฯ) พื้นที่เปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ พื้นที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการ เช่น ด้านการอนุรักษ์ การพัฒนา การฟื้นฟูและการป้องกันรักษาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ 

4.2)  ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคและประเทศ ลักษณะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ในสาขาการผลิตหลักและรายสาขา การเปลี่ยนแปลงระดับภาคและจังหวัด ฐานเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาค ความสัมพันธ์ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับการจ้างงาน แนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน พร้อมคาดประมาณด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานในอนาคต เพื่อไปสู่การกำหนดนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมือง และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน  

  • ด้านเกษตรกรรม ศึกษาวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ทางการเกษตร การปศุสัตว์ การประมง ได้แก่ เนื้อที่ ครัวเรือนเกษตร พืชเศรษฐกิจสำคัญ ตลาด ศูนย์กลางรวบรวมและกระจายผลผลิตด้านการเกษตร บทบาทด้านการผลิตอาหาร และเป็นแหล่งวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรม ปัญหาและผลกระทบเพื่อไปสู่การกำหนด (การโซนนิ่ง) พื้นที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
  • ด้านอุตสาหกรรม ศึกษาวิเคราะห์ภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศ และภาค บทบาทอุตสาหกรรม ประเภท การกระจายตัว กำลังผลิต และการจ้างงาน จำแนกตามประเภท และพื้นที่ประกอบการ เขตประกอบการอุตสาหกรรม เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและการลงทุน ความสัมพันธ์ของอุตสาหกรรมหรือกลุ่มอุตสาหกรรมกับวัตถุดิบในพื้นที่ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และการกระจายสินค้าเพื่อไปสู่การกำหนดเป้าหมาย พื้นที่ตั้งที่เหมาะสม และโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม
  • ด้านการค้าการบริการ ภาพรวมของธุรกิจการค้าการบริการระดับภาคและจังหวัด จำนวน ประเภท การกระจายตัวของธุรกิจการค้าการบริการ และสถานประกอบการ เขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าชายแดนและผ่านแดน มูลค่าการค้า และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง เพื่อไปสู่การกำหนดการเชื่อมโยงการค้าการบริการของเมืองสำคัญในภาคกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • ด้านการท่องเที่ยว สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ ประเภท และรูปแบบการท่องเที่ยวของภาคและจังหวัด โดยแสดงแหล่งสินค้า บริการด้านการท่องเที่ยว การกระจายการเดินทาง การท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ การจัดกลุ่มเมืองท่องเที่ยว แนวโน้มของตลาดท่องเที่ยวยุคใหม่ เพื่อแสดงความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกประเทศที่สำคัญ กำหนดเป้าหมายการส่งเสริมการท่องเที่ยวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 

4.3)  ศึกษาวิเคราะห์ด้านประชากรและสังคม เพื่อชี้ให้เห็นสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร แรงงาน และสังคม ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมือง การเข้าถึงบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน และบริการสังคมทีเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการ 

  • วิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและแรงงาน โดยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงได้แก่ ขนาดประชากร ความหนาแน่น การกระจายตัว ลักษณะโครงสร้างอายุประชากร ได้แก่ วัยเด็ก วัยแรงงาน วัยสูงอายุ ภาระพึ่งพิงของประชากร ภาวะการมีงานทำ ประชากรแฝง การย้ายถิ่นของประชากรและแรงงาน ประชากรเมืองและประชากรชนบท พร้อมคาดประมาณประชากรและประชากรแฝงในอนาคต โครงสร้างอายุและเพศ เพื่อไปสู่การกำหนดเป้าหมายด้านประชากรของภาคที่เหมะสม
  • วิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม อัตลักษณ์และวิถีชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น สังคมผู้สูงวัย นวัตกรรมและเทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น 

4.4)  ศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้แก่ ประเภทและกิจกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆ เช่น พื้นที่ป่าไม้ แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่เมืองและชุมชน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่ประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณสถาน เป็นต้น โดยชี้ให้เห็นถึงสภาพปัญหา ข้อจำกัดและความขัดแย้ง ปัจจัยและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง รวมถึงศึกษาวิเคราะห์ที่เหมาะสมและคาดประมาณความต้องการใช้พื้นที่ในอนาคต เช่น พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่อุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อรองรับด้านประชากร และการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต และนำไปสู่การกำหนดเป้าหมาย นโยบาย และมาตรการการใช้ประโยชน์ที่ดิน 

4.5)  ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาเมืองและชนบท 

  • วิเคราะห์ลักษณะ ขนาดการกระจายตัว และกรเปลี่ยนแปลงของเมือง ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของเมืองและชุมชนชนบท ที่สะท้อนให้เห็นลักษณะ รูปแบบ การกระจายตัว การเติบโตการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงของเมืองหรือเมืองส่วนขยาย (conurbation)เป็นต้น ซึ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพ ปัญหา และปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองและชนบท พร้อมแสดงให้เห็นหลักเกณฑ์ ความหมาย และองค์ประกอบของเมือง ที่นำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์
  • วิเคราะห์ระบบเมืองและชุมชน โดยจัดลำดับศักดิ์เมืองในปัจจุบันและอนาคต พร้อมระบุปัจจัยและตัวแปรต่างๆ ที่เหมาะสมและสัมพันธ์กัน กำหนดบทบาท การพึ่งพาของเมืองระดับต่างๆ การพัฒนาลักษณะกลุ่มเมืองและความเชื่อมโยงของชุมชนเมืองและชุมชนชนบท 

4.6)  ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ 

  • วิเคราะห์สถานการณ์ ระบบ และโครงข่ายความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์  ทุกรูปแบบ ภายในภาคและที่เชื่อมโยงไปสู่ภาคอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน สภาพปัจจุบัน โครงการก่อสร้าง และแผนพัฒนาในอนาคต ทั้งโครงสร้างพื้นฐานประเภทระบบโครงข่าย เช่น ระบบถนน/ทางหลวง ระบบรางเส้นทางคมนาคมทางอากาศและทางน้ำ เป็นต้น และโครงสร้างพื้นฐานประเภทสถานีด้านคมนาคม (Terminal) ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีขนส่งผู้โดยสาร ลานกองเก็บตู้สินค้า (Container Yard) สถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) เป็นต้น โดยชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจหลักของภาค
  • คาดประมาณความต้องการด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ทุกรูปแบบ ด้วยแบบจำลองความต้องการในการเดินทางจากการพัฒนาเมือง อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และศูนย์กลางการพัฒนาต่างๆ บนโรงข่ายคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ในปัจจุบัน และตามแผนงาน/โครงการพัฒนา ด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่สำคัญในอนาคตทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานประเภทระบบโครงข่าย เช่น ระบบถนน/ทางหลวง ระบบราง เส้นทางทางคมนาคมขนส่งทางอากาศและทางน้ำ เป็นต้น และโครงสร้างพื้นฐานประเภทสถานี  ด้านคมนาคม (Terminal) ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟ ท่านอากาศยาน ท่าเรือ สถานีขนส่งผู้โดยสาร ลานกองเก็บตู้สินค้า (Container Yard) สถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) เป็นต้น เพื่อไปสู่การกำหนดนโยบาย เป้าหมายการพัฒนาด้านระบบการคมนาคมขนส่ง
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยงและศักยภาพในการให้บริการของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ในปัจจุบัน และตามแผนงาน/โครงการพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่สำคัญในอนาคต ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานประเภทระบบโครงข่าย และโครงสร้างพื้นฐานประเภทสถานีด้านคมนาคม (Terminal) เพื่อรองรับความต้องการด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 

4.7)  ศึกษาวิเคราะห์ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ 

  • ระบบสาธารณูปโภค ศึกษาวิเคราะห์ด้านแหล่งน้ำ พลังงาน พลังทดแทน และสาธารณูปโภคอื่นๆ ได้แก่ ประปา ไฟฟ้า การระบายน้ำ การจัดการน้ำเสีย การจัดการขยะมูลฝอย การกำจัดของเสียและกากของเสีย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่เครือข่ายดิจิทัล เป็นต้น โดยวิเคราะห์สถานการณ์    การให้บริการในปัจจุบัน สรุปประเด็นปัญหา ศักยภาพ และข้อจำกัด รวมถึงคาดประมาณความต้องการด้านน้ำ พลังงาน การส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และสาธารณูปโภคอื่นๆ โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเกณฑ์และมาตรฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาเมือง พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว พร้อมเสนอวิธีการและที่ตั้งของสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เหมาะสมต่อการให้บริการกิจกรรมในพื้นที่ภาค
  • ระบบสาธารณูปการ ศึกษาวิเคราะห์ด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยวิเคราะห์สถานการณ์การให้บริการ จำนวน การกระจายตัว ปัญหา ศักยภาพ และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง การเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ระดับและความสามารถในการให้บริการ รวมถึงคาดประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเกณฑ์และมาตรฐาน ให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมือง เศรษฐกิจ ประชากร และแรงงานในอนาคต  

4.8)  ศึกษาวิเคราะห์การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ 

  • ศึกษาวิเคราะห์ภาพรวมของสถานการณ์อุบัติภัยประเภทต่างๆ สาเหตุความรุนแรงที่เกิดจากธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น อาทิเช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง กัดเซาะชายฝั่ง วาตภัย ดินถล่ม สารเคมีและคลังวัตถุอันตราย ฯลฯ วิเคราะห์ให้เห็นถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ พื้นที่เมือง พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่ประวัติศาสตร์ พื้นที่โบราณสถาน และพื้นที่อื่นๆ พร้อมประเด็นปัญหา อุปสรรค ประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยในปัจจุบัน รวมถึงแผนจัดการอุบัติภัยต่างๆ
  • ศึกษาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และขีดความสามารถในการกระบายน้ำตามธรรมชาติ พื้นที่รับน้ำนอง พื้นที่รับน้ำหลาก โดยวิเคราะห์และทบทวนผังลุ่มน้ำและผังระบบระบายน้ำพร้อมทบทวนแผนบริหารจัดการน้ำและแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัย พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมที่คาบการเกิดซ้ำ 5 ปี 10 ปี 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี ทั้งมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เพื่อกำหนดมาตรการทางผังเมืองในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่เหมาะสมกับการใช้พื้นที่ด้านต่างๆ 

5)  วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่และบูรณาการผลการวิเคราะห์ข้อมูล 

  1. วิเคราะห์ศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์ที่ดินในการพัฒนาและการอนุรักษ์ โดยกำหนดวิธีการวิเคราะห์และประมวลผลเชิงพื้นที่ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) กำหนดปัจจัย เงื่อนไข ตัวแปร และหลักเกณฑ์ ในการวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับการใช้พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่า และการใช้พื้นที่เพื่อการพัฒนา ได้แก่ พื้นที่พัฒนาเมือง พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรม และอื่นๆ เพื่อรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประชากร แหล่งงาน และโครงการพัฒนาที่สำคัญ ทั้งนี้ การกำหนดพื้นที่ศักยภาพต่อการพัฒนา ต้องมีความสอดคล้องกับขีดความสามารถในการรองรับด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ
  2. บูรณาการผลการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปแนวโน้มการใช้พื้นที่ของภาค เพื่อชี้ให้เห็น  ภาพองค์รวมในบริบทของการพัฒนาภาค และความสอดคล้องกับศักยภาพความเหมาะสมของพื้นที่ รวมถึงบทบาท ศักยภาพ ปัญหา อุปสรรค และแนวโน้มการพัฒนาในแต่ละด้าน โดยสรุปสาระสำคัญเชิงบูรณาการ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การใช้ประโยชน์ที่ดิน การตั้งถิ่นฐาน การพัฒนาเมืองและชนบท การพัฒนาคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ และอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคในแต่ละด้าน 

6)  กำหนดวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ภาค โดยวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนา บูรณาการผลการวิเคราะห์ข้อมูล และแนวโน้มการใช้พื้นที่ของภาค ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ของผังประเทศ เพื่อเป็นเป้าหมายหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ภาค ในอนาคต 20 ปี อย่างมีทิศทางและเป็นระบบ 

7)  กำหนดทิศทางและกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ภาค ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ ยุทธศาสตร์การพัฒนา และแนวโน้มการใช้พื้นที่ภาค เพื่อให้การกำหนดนโยบายโดยรวมของการพัฒนาภาค และกลุ่มจังหวัดให้เป็นไปอย่างมีทิศทางสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาด้านต่างๆ โดยมีประเด็นดังนี้ 

  1. จัดทำแนวคิดนโยบายการใช้พื้นที่ภาค โดยจัดทำภาพอนาคตการพัฒนาพื้นที่ภาคที่เหมาะสม ประเมินข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบ ด้านกายภาพ เศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล
  2. กำหนดทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาภาค โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาระยะเร่งด่วน (5ปี) ระยะปานกลาง (10ปี)  และระยะยาว ในอนาคต(20ปี) ได้แก่ ด้านประชากร เศรษฐกิจ การจ้างงาน การพัฒนาเมืองและชนบท การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น
  3. กำหนดกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ภาค เพื่อกำหนดนโยบายและแผนภาพรวมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ด้านประชากร ด้านระบบเมือง ด้านการพัฒนาเมืองและชนบท ด้านการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ ด้านคมนาคมขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน ด้านป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ และด้านอื่นๆ 

8)  จัดทำผังนโยบายภาค เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาและการดำรงรักษาพื้นที่ให้กับการพัฒนากลุ่มจังหวัด จังหวัด และเมือง ที่มีความสอดคล้องกับนโยบายการใช้พื้นที่ของผังประเทศและกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ภาค โดยจัดทำผังนโยบายหลักและผังนโยบายด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบเมืองและชุมชน การคมนาคมขนส่ง การสาธารณูปโภค สาธารณูปการและบริการสาธารณะ ทั้งนี้การจัดทำผังนโยบายภาคต้องมีการบูรณาการและระดมความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 

8.1)  วัตถุประสงค์ในการวางและจัดทำผังนโยบายภาค 

8.2)  แผนที่แสดงเขตผังนโนบาย 

8.3)  แผนผังพัฒนาแต่ละด้าน ซึ่งประกอบด้วย นโยบาย มาตรการ ตัวชี้วัด และวิธีการดำเนินการ เพื่อให้การปฏิบัติบรรลุวัตถุประสงค์ของผังนโยบายภาค ได้แก่ 

  • แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน กำหนดนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ การตั้งถิ่นฐาน และทิศทางการใช้พื้นที่ในแต่ละด้าน ได้แก่ การพัฒนาเมืองและชนบท การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาเกษตรกรรม การพัฒนาการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แหล่งโบราณสถาน ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม การป้องกันภัยธรรมชาติและพื้นที่เสี่ยงภัย ฯลฯ
  • แผนผังระบบเมืองและชุมชน กำหนดนโยบายการพัฒนาเมือง และกลุ่มเมือง และบทบาทของเมืองและชุมชน การพัฒนาเมืองศูนย์กลางหลัก เมืองศูนย์กลางด้านต่างๆ และเมืองสำคัญ เช่น เมืองชายแดน เมืองส่งเสริมพิเศษ การพัฒนาชุมชนชนบท การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการบริการสาธารณะที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนเมืองและชุมชนชนบท
  • แผนผังระบบการคมนาคมขนส่ง กำหนดนโยบายการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง ให้มีโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมขนส่งกับระบบเมือง/ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่อุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ ให้มีการเข้าถึงพื้นที่อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
  • แผนผังระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการสาธารณะ กำหนดนโยบายระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของภาค เมืองศูนย์กลางหลัก และเมืองสำคัญๆ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชากร แรงงาน ในการพัฒนาเมือง ชุมชนชนบท พื้นที่เศรษฐกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ฯลฯ
  • แผนผังอื่นๆ ตามความเหมาะสม เช่น พื้นที่ส่งเสริมพิเศษ ภัยพิบัติ การท่องเที่ยว เป็นต้น 

9)  จัดทำแผนงาน/โครงการการพัฒนาพื้นที่ภาคและกลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องกับนโยบายการใช้พื้นที่ภาคและแผนผังด้านต่างๆ โดยกำหนดแนวทางการดำเนินโครงการ กรอบงบประมาณ ระยะเวลาดำเนินการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของแผนงาน/โครงกรตามช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม (ระยะเร่งด่วน ปานกลาง และระยะยาว) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ตามผังนโยบายให้กับกลุ่มจังหวัด จังหวัด ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาของผังที่กำหนดไว้ 

10)  จัดทำวิธีการนำผังภาคไปสู่การปฏิบัติ โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของผังนโยบายภาคกับระบบการวางแผนพัฒนาระดับต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์กลไกด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณและการระดมทุนต่างๆ เพื่อการพัฒนาภาค รวมทั้งหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาคและกลุ่มจังหวัด สรุปประเด็นปัญหาและอุปสรรคในการนำผังภาคไปสู่การปฏิบัติ เสนอแนวทางการบริหารจัดการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการในระดับภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด วิธีปฏิบัติตามผัง และโครงสร้างกระบวนการขับเคลื่อนการนำผังไปสู่การปฏิบัติพร้อมกลไกในการติดตามผังภาค เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปจัดทำแผนงาน/โครงการให้สอดคล้องกับผังภาคอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน 

11)  เสนอแนวทางการทบทวนและประเมินผลการพัฒนาตามผังภาค โดยเสนอวิธีการ ขั้นตอน หลักเกณฑ์ ตัวชี้วัด และประเด็นสำคัญ ในการทบทวนและประเมินประสิทธิภาพของการพัฒนาตามผังภาค 

12)  จัดทำร่างผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ฉบับสมบูรณ์) เพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติและคณะอื่นๆ ให้ความเห็นชอบ โดยบูรณาการและสรุปผลการศึกษาทั้งหมด ประกอบด้วย สถานการณ์ และบริบทการพัฒนาภาค วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ ทิศทางและกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ภาค ผังนโยบายภาค แผนผัง มาตรการ ตัวชี้วัดวิธีการดำเนินการ รวมทั้งจัดทำแผนงานโครงการการพัฒนาพื้นที่ภาคและกลุ่มจังหวัด และวิธีการนำผังนโยบายภาคไปสู่การปฏิบัติ 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ


  1. ผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ระดับภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผังประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
  2. สามารถนำเสนอผังภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อคณะกรรมการนโยบายผังเมืองแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบายการใช้พื้นที่ของภาค เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่ภาคและกลุ่มจังหวัดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีกรอบนโยบายและแผนผังพัฒนาพื้นที่ในระดับภาคและกลุ่มจังหวัดสามารถนำไปจัดทำแผนงาน/โครงการ พัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกันและเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของผังภาค